นักบุญเฮเลนา แห่งไม้กางเขนศักดิ์สิทธิ์

นักบุญเฮเลนา แห่งไม้กางเขนศักดิ์สิทธิ์

รูปนักบุญเฮเลนาที่เราพบเห็นนั้น ท่านถือไม้กางเขนไว้ เพราะธรรมประเพณี โบราณเชื่อว่าท่านเป็นผู้พบไม้กางเขนของพระเยซูเจ้าในกรุงเยรูซาเล็ม เหตุการณ์เริ่มจากเกิดการจลาจลในหมู่ชาวยิว เพราะจักรพรรดิฮาดริอานุส (ค.ศ. 117– 138) ทรงยกเลิกชื่อแคว้นยูเดีย และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “ซีเรีย ปาเลสไตน์” นอกจากนั้น พระองค์ยังทรงเปลี่ยนชื่อกรุงเยรูซาเล็มเสียใหม่ เป็นอาเอเลีย คาปิโตลีนาและห้ามมิให้ชาวยิวในบริเวณใกล้เคียงเข้ามา

ในการกำจัดอิทธิพลของชาวคริสต์ ฮาดริอานุสได้สร้างวิหารของเทพ และเทพีต่างๆ ในกรุงเยรูซาเล็ม เช่น สร้างวิหารเทพีวีนัสขึ้นบนเนินเขา กัลวารีโอ และสร้างวิหารเทพจูปีเตอร์ขวางทางขึ้นพระคูหาฝังพระศพของ พระเยซูเจ้า ซึ่งเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามชาวคริสต์

ต่อมา จักรพรรดิคอนสแตนตินยึดอำนาจในปี ค.ศ. 312 และศาสนาคริสต์ กลายเรื่องชอบด้วยกฎหมาย ในเวลานั้น นักบุญเฮเลนาซึ่งเป็นพระราชมารดา ของคอนสแตนติน ได้กลับใจเป็นคริสตชน (พระนางสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 330 พระชนมายุราว 80 พรรษา) ยูเซบีอัส นักประวัติศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ ของพระศาสนจักรยุคต้น บันทึกไว้ว่า ท่านมีพระชนมายุราว 63 พรรษา เมื่อท่านกลับใจเป็นคริสตชน อาศัยอำนาจของจักรพรรดิคอนสแตนติน ซึ่งเป็นพระราชโอรส ในปี ค.ศ. 324 พระนางเฮเลนาได้เดินทางไปยังปาเลสไตน์ เพื่อค้นหาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และในปีต่อมา พระนางทรงสร้างโบสถ์ขึ้นที่เบธเลแฮม สถานที่ประสูติ ของพระเยซูเจ้า และบริเวณที่พระองค์เสด็จขึ้นสวรรค์ ท่านนักบุญเฮเลนาเป็นผู้มีเมตตา ประทานสิ่งของจำเป็นแก่ผู้ที่ไม่สามารถ ปกป้องตนเองได้ และผู้ยากจน ท่านประทานเงินและเสื้อผ้าแก่ผู้คน จำนวนมาก ท่านได้คืนเสรีภาพแก่ผู้ถูกจองจำ หรือทาสที่ต้องทนทำงาน อย่างขมขื่น นอกจากนี้ ท่านยังคืนความยุติธรรมแก่ผู้ที่ไม่ได้รับความชอบ ธรรมจากการตัดสินลงโทษ และนำเขากลับมาจากการถูกเนรเทศ นอกจาก กิจการกุศลต่าง ๆ แล้ว ท่านไม่เคยละเลยที่จะแสดงความกตัญญูต่อองค์ พระผู้เป็นเจ้า ท่านสวดภาวนาบ่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ใด

พระนางเฮเลนาได้รับความชื่นชมจากประชาชน ในความเรียบง่ายและสุภาพถ่อมตน ท่านร่วมนมัสการพระเจ้ากับผู้คน และเป็นพยานถึงความรักที่มีต่อพระองค์ ด้วยการอุทิศตนอย่างเคร่งครัดเสมอ ในปี ค.ศ. 326 วิหารของเทพเจ้าจูปีเตอร์ถูกรื้อถอน และเริ่มขุดค้นพื้นที่บริเวณนั้นพวกเขาค้นพบซากสุสานพระคูหา ของพระเยซูเจ้า ซึ่งตรงตามที่บันทึกไว้จึงได้มีการสร้างสักการสถานขึ้นใหม่เหนือสุสานนั้น ซึ่งมีการตกแต่งแก้ไขอยู่ หลายศตวรรษ จนกลายมาเป็นพระวิหารพระคูหาศักดิ์สิทธิ์ในปัจจุบัน วิหารของเทพีวีนัสก็ถูกรื้อถอนด้วยเช่นกัน จึงทำให้เห็นถึงสถานที่ซึ่งพระเยซูเจ้าทรงถูกตรึงกางเขน จักรพรรดิคอน สแตนตินทรงสั่งให้พระสังฆราชแห่งกรุงเยรูซาเล็มค้นหาไม้กางเขนของพระเยซูเจ้า บนเนินเขากัลวารีโอนี้บนโขดหินนั้น มีการค้นพบป้ายแผ่นไม้ที่จารึกว่า เยซู ชาวนาซาเร็ธ กษัตริย์ของชาวยิว และพบกางเขน 3 ท่อน มีหญิงสาวผู้หนึ่ง ป่วยหนักกำลังจะตาย เธอถูกนำมายัง ณ สถานที่แห่งนั้นและได้สัมผัสกางเขนทีละท่อน หลังจากแตะไม้กางเขนท่อน ที่สาม เธอก็หายจากโรค ผู้คนจึงเชื่อว่ากางเขนนั้นคือกางเขนของพระเยซูเจ้า และทำให้มีการค้นหาสิ่งอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง กับพระมหาทรมานตามมาด้วย นักบุญแอมโบรสประกาศสอนว่า

“เมื่อพระนางเฮเลนาค้นพบไม้กางเขนนั้น ท่านมิได้นมัสการท่อนไม้ แต่นมัสการ กษัตริย์ที่ถูกแขวนอยู่บนกางเขน และท่านมีความร้อนรนด้วยไฟรักที่ปรารถนามีส่วนร่วมในความรอดพ้น และชีวิตนิรันดร”

นักบุญซีรีลแห่งเยรูซาเล็ม ยืนยันในจดหมายของของท่านว่า ไม้กางเขนของพระผู้ไถ่ถูกพบในกรุงเยรูซาเล็ม ในรัชกาล ของจักรพรรดิคอนสแตนติน

“พระเยซูเจ้าทรงถูกตรึงบนไม้กางเขนเพราะบาปของเรา …โลกทั้งโลกได้ร่วมส่วนใน การไถ่บาปครั้งนี้ โดยผ่านทางไม้กางเขน”

ในภาพวาดการถูกตรึงกางเขน เพราะเหตุใดจึงมี กะโหลกและกระดูกไขว้กัน 2 ชิ้น วางไว้บนพื้นใต้ ไม้กางเขน ในธรรมประเพณีโบราณ หัวกะโหลกเป็น เครื่องหมายถึงอาดัม ซึ่งถูกฝังที่เนินกัลวารีโอ เมื่อองค์ พระผู้เป็นเจ้าสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน พระโลหิต อันประเสริฐยิ่งของพระองค์ ได้ไหลหยดลงบนหัว กะโหลกของเขา ในกรุงเยรูซาเล็มมีวัดน้อยของอาดัม ซึ่งอยู่ภายในพระวิหารพระคูหาศักดิ์สิทธิ์ ใต้บริเวณ เนินกัลวารีโอ วันที่ 14 กันยายน ของทุกปี เป็นวันฉลองเทิดทูน กางเขน ให้เราระลึกถึงคำพูดของนักบุญฟรังซีส อัสซีซี ที่ว่า

“ขอให้เรารักองค์พระคริสตเจ้าและสรรเสริญ พระองค์เหตุด้วยพระองค์ได้ทรงไถ่โลกด้วยกางเขน ศักด์สิทธิ์ของพระองค์”

Related posts

Leave a Comment