แม่พระพากลับมา อัศจรรย์จากเหรียญแม่พระฯ

แม่พระพากลับมา อัศจรรย์จากเหรียญแม่พระฯ

นิตยสารแม่พระยุคใหม่ ฉบับที่ 204 – หน้า 4-5

การกลับใจของอัลฟองซ์ ราติสบอนน์ (Alphonse Ratisbonne) เป็นอัศจรรย์ที่โด่งดังที่สุดเรื่องหนึ่งอัลฟองซ์ เป็นทายาทของครอบครัวนายธนาคารชาวยิวที่เมืองสตราสบูรก์ ประเทศฝรั่งเศส เธโอดอร์ พี่ชายของเขาได้กลับใจเป็นคาทอลิก และต่อมาได้บวชเป็นพระสงฆ์ ครอบครัวจึงตัดความสัมพันธ์กับเขาโดยสิ้นเชิง อัลฟองซ์เองก็ตัดสินใจไม่ข้องเกี่ยวหรือพูดถึงพี่ชายคนนี้อีกตลอดชีวิต หลายปีต่อมา ขณะอยู่ในกรุงโรม อัลฟองซ์ได้พบกับกุสตาโว เพื่อนเก่าที่เคยเรียนหนังสือด้วยกัน ทั้งสองรื้อฟื้นความเป็นเพื่อนต่อกัน กุสตาโวเองมีพี่ชายคนหนึ่งชื่อบารอง ซึ่งก็ได้กลับใจเป็นคาทอลิกเช่นกัน และยังเป็นเพื่อนสนิทกับเธโอดอร์พี่ชายของอัลฟองซ์ด้วย อัลฟองซ์กับบารองจึงยิ่งสนิทสนมกันมากขึ้น แต่ก็ยังคงเกลียดพระศาสนจักรเช่นเดิม ระหว่างการสนทนาอัลฟองซ์มักพูดจาเย้ยหยันและเสียดสีศาสนาคาทอลิก ที่สุดบารองสุดจะทนพฤติกรรมของอัลฟองซ์ จึงพูดท้าทายให้เขาสวม “เหรียญแม่พระอัศจรรย์” ไว้ที่คอ เป็นเวลา 1 เดือน และให้เขาสัญญาว่าจะสวดบท “Memorare” (โปรดระลึกเถิด) ทุกเช้าค่ำด้วย

อัลฟองซ์รู้สึกสับสนที่ถูกท้าทายจนพูดอะไรไม่ออก บารองพูดต่อว่า “แม้ผมรู้ดีว่าการท้าทายของผมสำหรับคุณคงเป็นเรื่องตลก แต่เหรียญนี้มีความสำคัญกับผมมาก ผมขอให้คุณรับคำท้านะอัลฟองซ์” และด้วยพระพรที่ไหลหลั่งลงมาเป็นพิเศษ อัลฟองซ์ซึ่งดูเหมือนตกอยู่ในภวังค์ ยอมให้น้องสาวตัวน้อยของบารองคล้องเหรียญรอบรอบคอ เขาหัวเราะพร้อมกับพูดติดตลกว่า “ตอนนี้ ผมเป็นคาทอลิกผู้แพร่ธรรมแล้วนะ” หลังจากนั้น บารองไม่รอช้า รีบติดต่อเพื่อน ๆ ที่เป็นคาทอลิกให้ช่วยสวดภาวนาเพื่อการกลับใจของอัลฟองซ์ ราติสบอนน์

ไม่นานต่อมา ทั้งสองพบกันอีกบนถนนหน้าพระวิหารนักบุญอันเดรียแห่งฟรัตเต (Andrea della Fratte) ที่กรุงโรม ขณะนั้น บารองกำลังเตรียมจัดงานศพของเพื่อนสนิทคนหนึ่ง จึงขอให้อัลฟองซ์รอเขาในวัด ระหว่างที่เขาไปติดต่อจัดเตรียมพิธีงานศพ เมื่อเสร็จธุระแล้วก็กลับเข้ามาในวัดและพบอัลฟองซ์คุกเข่าอยู่ต่อหน้าพระแท่นนักบุญมีคาแอล เขาร้องไห้สะอื้นน้ำตานองหน้า เขาขอร้องให้พาเขาไปหาพระสงฆ์เพื่อสารภาพบาป เขาเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นว่า “ผมรออยู่ในวัด และเมื่อผมเงยหน้าขึ้น ที่ด้านหนึ่งของพระแท่นเหมือนดูดรวมแสงสว่างไว้หมด และที่ใจกลางความสว่างนั้น ผมเห็นพระนางพรหมจารีมารีย์สวมอาภรณ์เจิดจรัส พระนางเปี่ยมด้วยความความสง่างามและอ่อนหวานเหมือนภาพในเหรียญ มีพลังบางอย่างที่ผมไม่อาจขัดขืน นำผมให้เข้าไปใกล้ จากนั้นพระนางพรหมจารีทำสัญญาณให้ผมคุกเข่าลงและทำให้ผมเข้าใจว่า เท่านี้ก็พอแล้ว พระนางไม่ได้กล่าวอะไรเลยแต่ผมเข้าใจทั้งหมด”

อัศจรรย์นี้เกิดขึ้น ขณะที่อัลฟองซ์ ราติสบอนน์อายุ 27 ปี และกำลังเตรียมตัวทำงานเป็นหุ้นส่วนในธนาคารของคุณลุง อัลฟองซ์เพิ่มหมั้นหมายกับสาวสายที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกันแต่เนื่องจากคู่หมั้นเพิ่งมีอายุเพียง 16 ปี จึงมีการตกลงให้เลื่อนงานแต่งงานออกไปก่อน ด้วยเหตุนี้ อัลฟองซ์จึงเดินทางไปในยุโรปและพบเพื่อนเก่าที่กรุงโรมในวันนั้น

อัลฟองซ์ทราบดีว่า การกลับใจเป็นคาทอลิกหมายถึงการที่เขาจะสูญเสียความหวังและผลประโยชน์ทางโลกทั้งหมดตามแผนที่ได้วางไว้ แต่สิ่งเหล่านี้หาได้หยุดยั้งความตั้งใจของเขาไม่ เขาเขียนบันทึกในภายหลังว่า

“…ผมพร้อมที่จะเผชิญทุกสิ่ง และผมต้องการรับศีลล้างบาปทันที พวกเขาพยายามชักจูงให้ผมเลื่อนเวลาออกไป ผมบอกว่า จะให้ผมรอต่อไปได้อย่างไร คิดดูสิ ชาวยิวเมื่อได้ยินอัครสาวกเทศน์สอนแล้วก็ขอรับศีลล้างบาปทันที แล้วนี่พวกคุณจะให้ผมรอต่อไปอีกหรือ ทั้งที่ผมได้ยินเสียงของพระราชินีแห่งคณะอัครสาวก!”

11 วันต่อมา อัลฟองซ์ ราติสบอนน์ ก็ได้รับศีลล้างบาป ศีลมหาสนิทครั้งแรกและศีลกำลัง หลังจากนั้นเขาขอยกเลิกการหมั้นและการแต่งงาน อัลฟองซ์สมัครเข้าบ้านเณรและได้รับศีลบวชเป็นพระสงฆ์ในปี 1847 เขามีความปรารถนาแรงกล้าที่จะใช้ชีวิตที่เหลือทำงานและสวดภาวนา เพื่อการกลับใจของเพื่อนชาวยิวและมุสลิม อัลฟองซ์ร่วมมือกับเธโอดอร์พี่ชาย ก่อตั้งคณะแม่พระแห่งไซออนที่เน้นการสวดภาวนา ต่อมาอัลฟองซ์และพี่ชายได้ย้ายไปที่แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์และสร้างอารามขึ้น 2 หลัง โรงเรียน 1 หลังและสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าอีก 2 หลัง ท่านปฏิบัติภารกิจอยู่ที่นั่นร่วมกับสหาย 2-3 คน (คุณพ่อแห่งไซออน) และมรณภาพในปี 1884

 

Related posts

Leave a Comment