ชีวิตไม่ธรรมดาของนักบุญโจน ออฟ อาร์ค

ชีวิตไม่ธรรมดาของนักบุญโจน ออฟ อาร์ค “เราต้องรับใช้พระเจ้าก่อนสิ่งอื่นใด” บทความจากนิตยสารแม่พระยุคใหม่ ฉบับที่ 207 หน้า 11-14   นักบุญโจน ออฟ อาร์ค คนธรรมดาที่ไม่ธรรมดา สิ้นชีพเมื่ออายุเพียง 19 ปี เธอเป็นแบบอย่างความนอบน้อมต่อน้ำพระทัยของพระเจ้า หากเธอไม่ยอมรับภารกิจที่พระเจ้ามอบหมายให้ ในการปกปักรักษาประเทศฝรั่งเศสในครั้งกระโน้น ชะตากรรมของชาวโลกทั้งมวลคงไม่เป็นอย่างทุกวันนี้ พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ตรัสถึงนักบุญผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ว่า “นักบุญโจน ออฟ อาร์ค นักบุญสาวผู้มีชีวิตในช่วงปลายยุคกลาง มีอายุเพียง 19 ปี ในปี ค.ศ. 1431 นักบุญชาวฝรั่งเศสท่านนี้ได้รับการกล่าวถึงหลายครั้งในคำสอนของพระศาสนจักรคาทอลิก เธอมีความพิเศษใกล้เคียงกับนักบุญแคทเธอรีนแห่งเซียอานา องค์อุปถัมภ์ของอิตาลีและยุโรป เธอทั้งสองเป็นหญิงสาวของประชาชน เป็นสตรีฆราวาสผู้อุทิศตน ถือพรหมจารย์ ใช้ชีวิตเฉกเช่นนักพรตผู้ถวายตนทั้งครบเพื่อพระเจ้า แม้ไม่ได้อยู่ในอาราม แต่อยู่ท่ามกลางความเป็นจริงของพระศาสนจักร และของโลกในสมัยนั้นที่ท่านทั้งสองเป็นตัวแทน “สตรีผู้กล้าหาญ” ซึ่งกล้าถือแสงแห่งพระวรสารอันยิ่งใหญ่ ส่องสว่างแก่เหตุการณ์ที่ซับซ้อนและสับสนในประวัติศาสตร์ช่วงปลายของยุคสมัยกลาง พระศาสนจักรในช่วงเวลานั้นดำเนินไปพร้อมกับวิกฤติความแตกแยกร้าวลึกในโลกตะวันออกซึ่งกินเวลายาวนานถึง 40 ปี ในปี 1380 เมื่อแคทเธอรีนแห่งเซียอานาสิ้นชีวิต ไม่เพียงแต่มีพระสันตะปาปาพระองค์เดียว แต่ยังพระสันตะปาปาปลอมด้วย (แอนตี้โป๊ป) นอกจากความวุ่นวายสับสนภายในพระศาสนจักรแล้ว ยังมีสงครามยืดเยื้อเป็นร้อยๆ ปีระหว่างฝรั่งเศสและอังกฤษที่รุนแรงและหนักหนามา โจนเกิดที่บ้านดอมเรมี หมู่บ้านเล็ก ๆ อยู่ตรงชายแดนระหว่างฝรั่งเศสกับลอแรน พ่อแม่เธอเป็นชาวชนบทที่มีฐานะ และเป็นคริสตชนที่ดี ศรัทธา ทำให้เธอได้รับการเลี้ยงดูในบรรยากาศของศาสนาและเชื่อในคำสอนของพระเยซูเจ้า ตั้งแต่เล็ก ๆ แล้วเธอได้แสดงความรักเมตตาต่อผู้ยากจน คนป่วย และผู้ได้รับความทุกข์ร้อนจากภาวะสงคราม เราได้ทราบจากปากของโจนเองเกี่ยวกับชีวิตความเลื่อมใสในศาสนาของเธอ ซึ่งพัฒนาเป็นประสบการณ์รหัสธรรม ในช่วงอายุ 13 ปี ผ่านทาง “เสียง” ของอัครเทวดามีคาแอล โจนรู้สึกว่าตนเองได้รับเรียกจากพระเจ้า ให้ดำเนินชีวิตคริสตชนอย่างเข้มข้น และอุทิศตนเป็นคนแรกที่ปลอดปล่อยประชาชนให้เป็นอิสระ การตอบเสียงเรียกเป็นการถือปฏิญาณความบริสุทธิ์ ด้วยคำมั่นสัญญาที่จะถือชีวิตศักดิ์สิทธิ์และภาวนาร่วมพิธีบูชามิสซาทุกวัน รับศีลอภัยบาปและศีลมหาสนิทบ่อยๆ และใช้เวลานานสวยภาวนาเงียบๆ ต่อหน้าพระรูปพระเยซูบนไม้กางเขนและพระรูปของพระแม่มารีย์ ตั้งแต่เริ่มต้นปี 1429…

Read More

การเสด็จขึ้นสวรรค์ของพระแม่มารีย์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ สารสำคัญ 9 ประการที่ควรรู้

การเสด็จขึ้นสวรรค์ของพระแม่มารีย์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ สารสำคัญ 9 ประการที่ควรรู้ บทความจากนิตยสารแม่พระยุคใหม่ ฉบับที่ 208 หน้า 2-3 การเสด็จขึ้นสวรรค์ของพระแม่มารีย์ผู้ศักดิ์สิทธิ์เป็นข้อความเชื่อของพระศาสนจักร ซึ่งยึดถือกันมาตั้งแต่พระศาสนจักรแรกเริ่ม พระศาสนจักรจัดให้วันที่ 15 สิงหาคมเป็นวันสมโภชการเสด็จขึ้นสวรรค์ของพระแม่มารีย์ 1. การเสด็จขึ้นสวรรค์ของพระนางมารีย์คืออะไร? พระนางมารีย์พรหมจารีผู้ปฏิสนธินิรมลสิ้นพระชนม์บนโลกนี้และทรงได้รับเกียรติยกขึ้นสวรรค์อย่างรุ่งเรืองทั้งร่างกายและวิญญาณ 2. อำนาจคำสอนในเรื่องนี้อยู่ในระดับใด? เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1950 ในสมณสาส์น Munificentissimus Deus สมเด็จพระสันตะปาปาปีโอที่ 12 ตรัสว่า “เป็นสัจธรรมที่เผยแสดงโดยองค์พระผู้เป็นเจ้า” 3. สมณสาส์นเรียกร้องให้เชื่อว่าพระนางมารีย์สิ้นพระชนม์ด้วยหรือไม่? พระนางมารีย์สิ้นพระชนม์จริง พระสมณสาส์น Munificentissimus Deus กล่าวยืนยันถึงการยกขึ้นสวรรค์อย่างรุ่งเรืองทั้งกายและวิญญาณของพระนางการประกาศข้อความจริงอย่างสง่านี้เป็น “สัจธรรมที่เผยแสดงโดยองค์พระผู้เป็นเจ้า” 4. ทำไมพระนางมารีย์ต้องสิ้นพระชนม์ในเมื่อพระนางปฏิสนธินิรมลและปราศจากบาปใดๆ? การปราศจากบาปกำเนิดและบาปมลทินอื่นใด เป็นคนละเรื่องกับการได้รับเกียรติในสถานภาพไม่รู้ตายนี้ พระเยซูเจ้าเองทรงปราศจากปากกำเนิดหรือมลทินอื่นใด แต่พระองค์ก็สิ้นพระชนม์ สำหรับพระแม่มารีย์ ความตายไม่ได้เป็นผลสืบเนื่องจากการลงโทษเพราะกระทำบาป พระวรกายของพระนางมารีย์โดยธรรมชาติของความรู้ตาย สอดคล้องกับชีวิตพระบุตรของพระนาง คือจำนนต่อกฎธรรมชาติของความตาย 5. มีร่องรอยอะไรเป็นหลักฐานอ้างถึงการเสด็จขึ้นสวรรค์ของพระนางมารีย์หรือไม่? นักบุญ ยอห์น ปอล ที่ 2 ทรงบันทึกว่า ร่องรอยหลักฐานแรก ๆ ของความเชื่อในเรื่องเสด็จสู่สวรรค์อยู่ในหนังสือพระคัมภีร์สารบบที่สอง (Apocryphal accounts) ใน Transitus Mariae ซึ่งเขียนขึ้นราว ๆ ศตวรรษที่ 2 หรือ 3 6. คำสอนนี้มีการอ้างอิงจากพื้นฐานพระคัมภีร์หรือไม่? แม้พระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ไม่ได้พูดถึงอย่างแจ้งชัดเกี่ยวกับการเสด็จสู่สวรรค์ของพระนางมารีย์ แต่ชี้ชัดให้เห็นถึงพื้นฐานเรื่องนี้ โดยย้ำอย่างแข็งขันถึงการร่วมเป็นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์ของพระนางมารีย์กับชีวิตของพระเยซูเจ้า ความเป็นหนึ่งเดียวกันนี้ซึ่งเห็นได้จากวันที่พระนางมารีทรงปฏิสนธินิรมล เพื่อรับพระผู้ไถ่สู่ครรภ์ของพระนางอย่างอัศจรรย์ เป็นหนึ่งในการมีส่วนร่วมพันธกิจของพระบุตร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการถ่ายกู้โลกของพระเยซูเจ้า ทำให้พระนางร่วมชีวิตการไถ่กู้ของพระเยซูเจ้า ทำใหพระนางร่วมชีวิตกับพระบุตรทั้งกายและวิญญาณ มีข้อความในพระคัมภีร์ที่มีเหตุผล เพียงพอที่จะสนับสนุนเรื่องการเสด็จขึ้นสวรรค์นี้ แม้ไม่ได้เขียนออกมาเป็นข้อ ๆ อย่างชัดเจนก็ตาม 7. มีข้อความบ่งชี้จากพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิมหรือไม่?…

Read More

ศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งการคืนดี

ศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งการคืนดี บทความจากนิตยสารแม่พระยุคใหม่ ฉบับที่ 208 หน้า 14-15   กาตาลีนา รีวาซ (Catalina Rivas) ชาวโบลีเวียเธอคือผู้ที่ได้รับการกล่าวอ้างว่าได้สื่อสารกับพระเยซูเจ้า แม่พระ และเทวดามาตั้งแต่ ค.ศ. 1993 โดยได้รับการยืนยันรับรองจากพระสังฆราชเรอเน เฟอร์นันเดซ อาปาซา และต่อไปนี้คือถ้อยคำเกี่ยวกับศีลอภัยบาปที่เธอได้รับมา “ท่านใดที่มีแกะหนึ่งร้อยตัว ตัวหนึ่งพลัดหลง จะไม่ละแกะเก้าสิบเก้าตัวไว้ในถิ่นทุรกันดาร ออกไปตามหาแกะที่พลัดหลงจนพบหรือ เมื่อพบแล้ว เขาจะยกมันใส่บ่าด้วยความยินดี กลับบ้านเรียกมิตรสหายและเพื่อนบ้านมา พูดว่า ‘จงร่วมยินดีกับฉันเถิด ฉันพบแกะตัวที่พลัดหลงนั้นแล้ว’ เราบอกท่านทั้งหลายว่าในสวรรค์จะมีความยินดีเช่นนี้เพราะคนบาปคนหนึ่งกลับใจมากกว่าความยินดีเพราะคนชอบธรรมเก้าสิบเก้าคนที่ไม่ต้องการกลับใจ” (ลก 15:4-8) “ในวันอังคารที่ 8 กรกฎาคม เราเดินทางไปที่เมืองโคซูเม เพราะได้รับเชิญให้ไปพูดในที่ประชุมสัมมนา พระองค์ทรงสั่งให้ข้าพเจ้าส่งสารถึงหญิงสาวคนหนึ่งว่า “เราได้รอเธอมานานมากแล้ว ถึงเวลาแล้วที่เธอจะกลับใจและยอมมอบตนแก่เรา” เธอคือหญิงสาวที่แสวงหาผู้ให้คำแนะนำฝ่ายจิตวิญญาณ เพื่อขอสารภาพบาปตลอดชีวิตที่ผ่านมา เมื่อเธอตั้งใจจะสารภาพบาป เธอถึงกับหลั่งน้ำตาและองค์พระผู้เป็นเจ้าขอให้ข้าพเจ้าช่วยเธอ เราได้พูดคุยกันจนกระทั่งพระสงฆ์มาถึง เมื่อทั้งสองเดินออกจากห้องไปยังที่โปรดศีลอภัยบาป ขณะที่เดินอยู่นั้น ข้าพเจ้าเห็นสิ่งที่ไม่คาดคิดคือ มีผู้คนจำนวนมากมายอยู่รายรอบตัวเธอ มีอยู่สิบหรือสิบสองคนที่อยากเดินตามเธอเข้าห้องดังกล่าว ข้าพเจ้ารู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่งที่ได้เห็นสิ่งนั้น และเข้าใจทันทีว่า เป็นประสบการณ์อัศจรรย์ ข้าพเจ้าจึงเริ่มสวดภาวนา ข้าพเจ้าได้ยินเสียงพูดดัง ๆ เคล้าเสียงดนตรีตามจังหวะกลอง ซึ่งชวนให้น่าตกใจยิ่ง อีกด้านหนึ่งข้าพเจ้าได้ยินเสียงเหมือนคณะนักร้องกำลังขับร้องเพลง วันทามารีย์แห่งฟาติมา ดังมาจากที่ไกล ๆ ว่า “พระสิริรุ่งโรจน์แด่พระเจ้า พระผู้สร้าง แด่พระบุตรพระผู้ไถ่ และพระจิตเจ้า…!” ข้าพเจ้าคุกเข่าลงและวอนขอพระองค์ทรงส่องสว่างให้กับการสารภาพบาปนั้นด้วย   ความหวาดกลัวของผีปีศาจ ฉับพลันนั้นเอง ข้าพเจ้าได้ยินเสียงกรีดร้องดังก้องสนั่นของผู้คนจำนวนมาก ข้าพเจ้ารีบเหลียวมองไปยังที่มาของเสียง จากระเบียงห้องที่หญิงสาวกำลังสารภาพบาปนั้นเอง สิ่งที่ข้าพเจ้ามองเห็น ช่างน่ากลัวและขยะแขยงนัก มันเป็นสิ่งที่มีชีวิต รูปร่างอัปลักษณ์ผิดรูป กำลังวิ่งวนไปมากรีดร้องโหยหวนและกระโดดทิ้งตัวเองจากระเบียงลงไปข้างล่าง และเมื่อข้าพเจ้าไปที่หน้าต่างเพื่อมองดูด้วยความอยากรู้ว่าจะเป็นอย่างไร ปรากฏว่าไม่เห็นมีอะไรเลย ขณะนั้นเองเพื่อนที่ช่วยหาพระสงฆ์แนะนำจิตวิญญาณให้หญิงสาวเขามาพอดี และเราทั้งสองได้ยินเสียงลากโซ่และโลหะกระทบกันอย่างชัดเจน และดูเหมือนดังออกมาจากหลังคาและฝาผนัง เราเริ่มสวดด้วยกันและข้าพเจ้าบอกเขาไม่ต้องกลัว เพราะมันเป็นเสียงอึกทึกและเขย่าขวัญตามแบบฉบับของปีศาจเพราะวิญญาณมนุษย์ถูกดึงไปจากมัน เพื่อนคนนั้นอยู่สวดกับข้าพเจ้าอีกพักหนึ่ง แล้วขอตัวจากไป ข้าพเจ้ายังอยู่สวดตามลำพังอีกครู่หนึ่งไม่รู้ว่านานเท่าไร…

Read More

นักบุญสาวโรงงาน บุญราศีเปียรีนา โมโรซินี – Blessed Pierina Morosini

นักบุญสาวโรงงาน บุญราศีเปียรีนา โมโรซินี (Blessed Pierina Morosini) บทความจากนิตยสารแม่พระยุคใหม่ ฉบับที่ 208 หน้า 6-8   เปียรีนา เกิดเมื่อวันที่ 7 มกราคม ค.ศ. 1931 เป็นลูกสาวคนโตในพี่น้อง 9 คน บิดามารดาชื่อ ร๊อกโกและซารา โนริส ในหมู่บ้านบนภูเขามูโต เมืองอัลบีโน ประเทศอิตาลี เนื่องจากบิดาสุขภาพไม่ดี ทำงานในฟาร์มไม่ได้ เขาจึงไปเป็นยามกะดึกให้กับโรงงานเซียมา ในเมืองอัลบีโน ส่งผลให้มารดาต้องอยู่กับลูก ๆ เพียงลำพังทุกคืน ด้วยความกลัวมารดาของเปียรีนาจึงมักนำลูก ๆ สวดภาวนาเสมอ สิ่งนี้ทำให้เปียรีนาสวดภาวนาอย่างดี แม้เมื่อยังเล็ก เธอไม่เคยเบื่อที่จะสวดภาวนา และไม่เคยบอกว่าการสวดภาวนานั้นยาวนานเกิน มารดาพาสวดทุกเช้าค่ำ ตั้งแต่เธอและน้อง ๆ ยังเล็ก ๆ เปียรีนาจึงเข้าใจเรื่องการสวดภาวนาด้วยใจ รวมทั้งการปฏิบัติกิจศรัทธา กิจเมตตาและการใช้โทษบาป ทุกเช้า ครอบครัวของเธอเริ่มด้วยมิสซาเสมอ โดยมีมารดาคอยพาไป เธอได้เรียนในโรงเรียนของหมู่บ้าน และต่อที่โรงเรียนในเมืองของซิสเตอร์คณะพระหฤทัย เธอมีความฝันว่าจะเป็นครู และทุกคนต่างมั่นใจว่าหากเธอเรียนต่อ เธอจะต้องประสบผลสำเร็จแน่ ๆ เพราะเธอเป็นเด็กเรียนเก่ง เรียนรู้เร็ว แต่เพราะครอบครัวต้องการคนช่วยจุนเจือ และเธอเป็นพี่คนโต เธอจึงไม่มีโอกาสได้เรียนต่อ เมื่อจบชั้นประถมปลายแม้อยากเรียนแค่ไหน เธอก็ต้องช่วยเหลือครอบครัว ดังนั้นในวัย 11 ปีมารดาจึงส่งเปียรีนาไปเรียนเย็บผ้าในเมือง นอกจากเรียนเย็บผ้าแล้ว เธอยังได้เข้าเป็นสมาชิกกลุ่มกิจการคาทอลิก เธอเรียนเย็บผ้าอยู่ราว 2 ปี ในวัย 13 ปี เธอจึงกลับบ้านพร้อมความรู้สำหรับช่วยเหลือครอบครัว เมื่ออายุ 15 ปี เธอเข้าทำงานที่โรงงานสิ่งทอในเมือง เธอออกจากบ้านตั้งแต่เวลาตี 4 โดยมีมารดาคอยตามไปส่ง ทั้งคู่ร่วมกันสวดสายประคำ และเธอไปร่วมมิสซาที่วัดในเมือง เป็นเช่นนี้ทุกวัน ทุกคนที่พบเห็นรู้สึกแปลกใจเพราะเธอมักมาถึงเป็นคนแรก ๆ บางครั้งก่อนวัดเปิดด้วยซ้ำ…

Read More

เราทุกคนมีทูตสวรรค์ผู้อารักขา ให้เราฟังเสียงของท่านเถิด

เราทุกคนมีทูตสวรรค์ผู้อารักขา ให้เราฟังเสียงของท่านเถิด บทความจากนิตยสารแม่พระยุคใหม่ ฉบับที่ 209 หน้า 10-11   เราทุกคนมีทูตสวรรค์อยู่เคียงข้างเสมอ ผู้ซึ่งไม่เคยทอดทิ้งหรือทำให้เราต้องหลงทาง และหากเรารู้จักทำตนให้เป็นเหมือนเด็ก ๆ เราก็สามารถหลีกเลี่ยงการถูกประจญเรื่องการอวดตัว หรือยึดมั่นในตนเอง สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงเตือนให้คิดถึงบทบาทของทูตสวรรค์ ในชีวิตคริสตชนว่าทูตสวรรค์มี 2 ภาพลักษณ์ คือ ทูตสวรรค์และเด็ก หนังสืออพยพ บทที่ 23:20 นำเสนอ “ภาพลักษณ์ของทูตสวรรค์” ว่าเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงส่งมาเพื่อช่วยประชากรในการเดินทางรอนแรม “ดูเถิด เราได้ส่งทูตสวรรค์นำหน้าท่าน เพื่อปกปักรักษา และนำท่านไปยังที่ ที่เราได้จัดเตรียมไว้ให้” พระวรสารนักบุญมัทธิว (มธ 18:10) นำเสนอภาพลักษณ์ที่สองคือ เด็ก บรรดาสานุศิษย์ได้ถกเถียงกันว่าใครเป็นใหญ่สุดในพวกเขา มีการโต้แย้งกันภายในกลุ่มว่าใครเก่งหรือเป็น “มืออาชีพ” มากกว่ากัน พระเยซูเจ้าทรงสอนบรรดาสานุศิษย์ถึงทัศนคติที่ถูกต้อง โดยเรียกเด็กคนหนึ่งเข้ามาหาพระองค์ และให้ยืนอยู่ท่ามกลางพวกเขา ทั้งสอนว่าให้ทำตัวเหมือนเด็ก คือมีความอ่อนน้อม ยอมรับฟังคำแนะนำ และความช่วยเหลือเพราะเด็ก ๆ เป็นสัญลักษณ์ที่ชัดเจนถึงความจำเป็นที่ต้องได้รับการช่วยเหลือ และความอ่อนน้อมที่จะก้าวเดินต่อไปข้างหน้า พระสันตะปาปาทรงย้ำพระดำรัสของพระเยซูเจ้าที่ว่า ใครที่ถ่อมตนเหมือนเด็ก ๆ จะได้เป็น “ใหญ่ที่สุด” “จงระวังให้ดี อย่าดูหมิ่นผู้เล็กน้อยเหล่านี้สักคนหนึ่ง เพราะเราบอกท่านทั้งหลายว่า ทูตสวรรค์ของพวกเขาคอยเฝ้าอยู่เฉพาะพระพักตร์พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์เสมอ” พระสันตะปาปาทรงแนะนำว่า “หากท่านมีทัศนคติความอ่อนน้อมสุภาพ เชื่อฟังคำแนะนำ เปิดใจรับ ไม่ทะเยอทะยานอยากเป็นใหญ่กว่าใครอื่น มีทัศนคติที่ไม่ต้องการเดินตามหนทางชีวิตเพียงลำพัง ท่านก็จะมีทัศนคติความเป็นเด็กและใกล้ชิดพระบิดาเจ้ามากขึ้น” “ตามธรรมประเพณีของพระศาสนจักร เราทุกคนมีทูตสวรรค์อยู่ด้วยกับเรา ท่านคอยคุ้มครองปกปักรักษาเรา และทำให้เราสดับฟังเสียงของพระเจ้า เราได้ยินอยู่เสมอว่า ฉันควรทำสิ่งนี้อย่างนี้… หรืออย่างนี้ไม่ดีฉันต้องระวัง นี่คือเสียงของเพื่อนร่วมทางที่แท้จริง เราแน่ใจได้ว่า ท่านสามารถนำเราไปสู่จุดหมายของชีวิตได้ด้วยความแนะนำของท่าน ด้วยเหตุนี้ เราจึงจำเป็นต้องฟังเสียงของท่านและไม่ขัดขืน ไม่ก่อ “การกบฏ” คือความปรารถนาอยากเป็นอิสระ เป็นความจองหองถือตัว เราจงอย่าขัดขืน แต่จงทำตามคำแนะนำของท่านเถิด พระสันตะปาปาทรงยืนยันว่า “ไม่มีใครเดินโดยลำพัง และไม่มีใครในพวกเราคิดว่าตนเองโดดเดี่ยวเพราะเพื่อนร่วมทางของเราอยู่ที่นั่นด้วยเสมอ แต่เมื่อเราไม่ต้องการฟังคำแนะนำของท่าน ไม่อยากฟังเสียงของท่าน เราบอกท่านว่า…

Read More

นักบุญเทเรซาแห่งกัลกัตตา

นักบุญเทเรซาแห่งกัลกัตตา บทความจากนิตยสารแม่พระยุคใหม่ ฉบับที่ 210 หน้า 16 – 19   โดยทั่วไป คนต่างชาติโดยเฉพาะสตรีในประเทศอินเดีย มักไม่ได้รับการยอมรับทางสังคมเท่าไรนัก ประเทศอินเดียมีความเหลื่อมล้ำทางสังคมค่อนข้างมาก คนจนเป็นบุคคลที่ไม่ได้รับสิทธิในสังคมเท่าที่ควร และรวมถึงสิทธิสตรีด้วย ทว่ามีสตรีผู้หนึ่งที่เข้ามากอบกู้ช่วยเหลือชาวอินเดียจำนวนมาก ให้พ้นทุกข์จนได้รับการยอมรับและยกย่องให้เป็นพลเมืองของประเทศ ท่านมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักดี ในฐานะผู้ช่วยเหลือและต่อสู้เพื่อคนยากไร้ ท่านผู้นี้มีนามว่า “คุณแม่เทเรซาแห่งกัลกัตตา” คุณแม่เทเรซามีเชื้อสายบอสเนีย ชื่อเดิมคือ Agnes Gonxha Bojaxhiu ท่านเกิดเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ค.ศ.1910 ที่เมืองสโกเปีย (ปัจจุบันคือเมืองหลวงของมาซิโดเนีย) เป็นบุตรคนสุดท้องของบิดา ชื่อ นิโกลา และมารดาชื่อ ดราเน ในครอบครัวชนชั้นกลาง บิดาเป็นชาวคริสต์ที่เคร่งครัดในหลักศาสนา ซึ่งทำให้ตั้งแต่วัยเด็ก อักแนสชอบไปร่วมพิธีมิสซา บิดาของอักแนสเสียชีวิต เมื่อเธออายุ 9 ขวบ แต่ความอบอุ่นภายในครอบครัวไม่ได้ลดลง เพราะมารดายังให้ความรัก ความอบอุ่น และการเลี้ยงดูที่ดีมาตลอด อักแนสเติบโตเป็นเด็กร่าเริง มีสุขภาพดี ต่อมาเธอได้รู้จักประเทศอินเดีย และรู้ว่าอินเดียขณะนั้นระบบสาธารณูปโภคยังล้าหลังอยู่มาก มีคนยากไร้มากมายที่ต้องทนทรมาน เธอเริ่มถามตนเองว่า มีวิธีใดบ้างไหมที่เธอจะช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากในอินเดียและเธอจึงเริ่มคิดที่จะเป็นนักบวช ค.ศ. 1928 อักแนสตัดสินใจขออนุญาตครอบครัวไปเข้าอาราม ตอนแรกครอบครัวคัดค้าน แต่ต่อมาทางครอบครัวก็ยอมให้เธอไปบวช การลาจากครอบครัวของเธอครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่เธอได้เห็นหน้าแม่และน้องสาว ค.ศ. 1931 อักแนสตัดสินใจเข้าพิธีปฏิญาณตนเป็นนักพรตหญิงในอารามโลเรโต ในเมืองดาร์จีลิงประเทศอินเดีย และได้รับนามใหม่ว่า “ซิสเตอร์เทเรซา” ค.ศ. 1937 หลังจากปฏิญาณตนตลอดชีพแล้ว ซิสเตอร์เทเรซาได้เป็นครูวิชาภูมิศาสตร์ – ประวัติศาสตร์ในโรงเรียนสตรีเซนต์มาเรีย นครกัลกัตตา และไม่นานก็ได้เป็นครูใหญ่ของโรงเรียนสตรีแห่งนี้ ท่านได้นำพาสมาชิกและเหล่านักเรียนผ่านเหตุการณ์เลวร้าย ที่เกิดจากผลกระทบของเหตุการณ์รุนแรงและสงครามที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในอินเดีย ค.ศ. 1946 ท่านขออนุญาตเข้าไปช่วยเหลือคนยากไร้ในสลัม และเริ่มเรียนด้านการพยาบาลที่รัฐพิหาร พร้อมก่อตั้งโรงเรียนกลางแจ้งในสลัม ในเวลานั้นเอง เริ่มมีผู้คนเข้ามาขอร่วมเป็นหมู่คณะและร่วมงานนี้ ค.ศ. 1950 ท่านก่อตั้งคณะธรรมทูตแห่งเมตตาธรรม (Missionaries of…

Read More

ประสบการณ์น่าทึ่งกับพระแม่มารีย์

ประสบการณ์น่าทึ่งกับพระแม่มารีย์ บทความจากนิตยสารแม่พระยุคใหม่ ฉบับที่ 209 หน้า 6-8 สตรีในชุดขาว : คุณพ่อชานินาดผู้ก่อตั้งคณะ Marianistes ผู้ซึ่งอุทิศตนเป็นพิเศษต่อพระนางมารีย์ ท่านเกิดเมื่อปี ค.ศ. 1751 และสิ้นใจเมื่อปี 1850 ท่านและพี่ชายของท่านสองคนได้บวชเป็นพระสงฆ์ ท่านมีความศรัทธาเป็นพิเศษต่อพระมารดา และพระราชินีสวรรค์ ได้ประทานพระหรรษทานมากมายแก่ท่าน ซึ่งหลายครั้งเป็นอัศจรรย์ที่แท้จริง ในช่วงที่ยังอยู่บ้านเณร ทำได้ไปเที่ยวกับเพื่อน ๆ ครั้งหนึ่ง ระหว่างเดินขึ้นเขา มีก้อนหินตกลงมาทับเท้าของท่านจนไม่สามารถเดินได้ ท่านได้อ้อนวอนต่อพระนางมารีย์ด้วยความไว้วางใจ โดยสัญญากับแม่พระว่า ถ้าพระแม่มารีย์รักษาท่านให้หาย ท่านจะไปขอบคุณแม่พระที่สักการสถาน ที่เวสเลย์และเมื่อเท้าของท่านหายดี ท่านก็ออกเดินทางทันที เป็นระยะทาง 80 กิโลเมตร เมื่อท่านบวชเป็นพระสงฆ์เกิดสงครามกลางเมืองขึ้น ท่านเดินทางถึงเมืองบอร์โดว์ เพื่อช่วยครอบครัวคริสตชนที่หลบซ่อนตัวอยู่ ไม่สามารถปฏิบัติศาสนกิจใด ๆ ได้ เพราะถูกเบียดเบียน ท่านจำเป็นต้องหลบซ่อนตัวเพื่อหลบหนีตำรวจ ท่านซ่อนตัวอยู่ในถ้ำ ซึ่งสามารถถวายมิสซากับบรรดาสัตบุรุษ หลายครั้งท่านเกือบถูกตำรวจจับแต่ก็หลบหนีได้เสมอ ครั้งหนึ่งตำรวจเข้ามาในบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งแม่บ้านกำลังซักผ้า และคุณพ่อก็อยู่ที่นั่นด้วย แม่บ้านมีเพียงถังซักผ้าให้คุณพ่อซ่อนตัว เธอมีไหวพริบดีและเริ่มต้นพูดคุย โดยวางแก้วน้ำไว้บนถังที่คว่ำอยู่เธอเชื้อเชิญให้ตำรวจดื่มกับเธอด้วย และตำรวจก็จากไป อีกครั้งหนึ่ง ตำรวจเข้ามาทางสวน และคุณพ่อซึ่งกำลังพูดคุยกับสัตบุรุษอยู่ ทำให้ไม่มีเวลาหลบซ่อนตัว ตำรวจค้นทุกหนแห่งและเดินผ่านหน้าคุณพ่อไปหลายครั้ง แต่ไม่เห็นท่าน ทุกคนถามกันว่า ทำไมพวกตำรวจถึงไม่เห็นคุณพ่อ เด็ก 5 ขวบคนหนึ่งร้องขึ้นว่า “ง่ายนิดเดียว มีผู้หญิงใส่ชุดขาวคนหนึ่งยืนบังและซ่อนคุณพ่อไว้” เช่นนี้แหละที่พระมารดาทรงปกป้องคุณพ่อไว้เพื่อให้คุณพ่อได้ก่อตั้งคณะที่อุทิศตนแด่พระนางมารีย์ต่อไป สายประคำในมัสยิด : ไม่บ่อยนักที่จะมีการสวดสานประคำพร้อมกันในมัสยิด แต่เรื่องนี้เกิดขึ้นที่มัสยิดแห่งหนึ่งในกรุงเบรุต มีวัดเก่าแห่งหนึ่งที่พวกครูเสดสร้างขึ้น แล้วพวกมุสลิมยึดไว้เพื่อใช้เป็นมัสยิดหลักของเมือง ในปี 1962 มีซิสเตอร์คณะคาร์เมไลท์ชาวสเปนเดินทางมาเปิดอาราม ด้วยจุดประสงค์ที่จะสวดภาวนาเพื่อความเป็นหนึ่งเดียวของพระศาสนจักร ในช่วงแรกยังไม่มีอาราม ซิสเตอร์จึงถือโอกาสทำความรู้จักกับพิธีกรรมทางตะวันออก และเรียนรู้ภาษากรีกและอาหรับ ค่ำวันหนึ่ง หลังจากร่วมพิธีที่อาสนวิหารกรีกแล้ว พวกซิสเตอร์เกิดความคิดที่จะผ่านไปเยี่ยมชมมัสยิดของเมือง บรรดามุสลิมกำลังภาวนาอยู่ และเป็นช่วงเวลาที่ประธานในพิธีเริ่มอ่านคัมภีร์อัลกุรอาน เมื่อพวกมุสลิมเห็นผู้หญิงและโดยเฉพาะเป็นคริสตชนก็พากันขับไล่พวกเธอ ประธานเห็นเช่นนั้นจึงกล่าวให้ทุกคนสงบลงว่า “สตรีเหล่านี้เป็นนักบวช และพวกเธอภาวนาอยู่บ่อยครั้ง…

Read More