นักบุญฌานน์ ฟรังซัวส เดอ ชองตาล

นักบุญฌานน์ ฟรังซัวส เดอ ชองตาล บทความจากนิตยสารแม่พระยุคใหม่ ฉบับที่ 216 เดือน พ.ย. – ธ.ค. 2017     เป็นชาวฝรั่งเศส เธอต้องกลายเป็นหม้ายเมื่อเธอสูญเสียสามี เพราะอุบัติเหตุในการล่าสัตว์ ขณะนั้นเธอมีอายุเพียง 29 ปีเท่านั้น เธอต้งเผชิญชีวิตด้วยความกล้าหาญยิ่ง ต้องเลี้ยงดูอบรมบุตรทั้ง 6 คน และเธอยังพยายามหาเวลาช่วยเหลือคนยากจน และคนเจ็บป่วยด้วย ฌานน์ตัดสินใจเปลี่ยนวิถีชีวิต เมื่อได้พบกับนักบุญฟรังซิส เดอ ซาลส์ ซึ่งเป็นผู้แนะนำเธอบนหนทางแ่หงชีวิตนักบวช พระสังฆราชผู้ยิ่งใหญ่องค์นี้ ได้แนะนำหนทางแห่งชีวิตภายใน ซึ่งตรงกับอุปนิสัยใจคอของเธอเป็นอย่างยิ่ง นักบุญฟรังซิส เดอ ซาลส์ ได้ช่วยเธอให้ตั้งคณะนักบวชขึ้นคณะหนึ่งชื่อว่า “คณะแม่พระเสด็จเยี่ยม” และให้เธอเป็นผู้ปกครองดูแลคณะนักบวชนี้ ซึ่งเธอได้ปกครองด้วยความสุขุมรอบคอบอย่างยิ่ง เธอเป็นคนพูดน้อยแต่ทำกิจการดีต่าง ๆ มากมาย ฌานน์ถูกทดลองต่าง ๆ นานา แต่ได้สู้ทนอย่างวีรสตรี เธอเป็นแบบอย่างของ “มารดาผู้ให้การอบรม” ทั้งสำหรับผู้เป็นมารดาและครูทั้งหลายด้วย เธอมีความรักเมตตาต่อคนจน คนป่วย และคนโรคเรื้อน คำสอนของนักบุญฌานน์ ฟรังซัวส เดอ ชองตาล   ข้าแต่พระเจ้าของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเชื่อและข้าพเจ้าขอมอบตัวไว้ในความรัก ที่ไม่เปลี่ยนแปลงของพระองคื พระเจ้าทรงชี้นำผู้ที่มอบความวางใจในพระองคื พระเจ้ามิได้ยินดีในความผิดของเรา แต่ทรงมีความเพียรต่อความผิดที่เรายังไม่สามารถแก้ไขได้ ที่ไหนมีความสงบสันติ พระเจ้าทรงประทับอยู่ ขอพระเจ้าทรงเป็นพละกำลัง เป็นสันติสุขและเป็นการปลอบประโลมของเรา ความรักเรียกร้องให้แสดงออกทางกิจการ กิจการทุกอย่างของเราจะกลายเป็นคำภาวนา ถ้าเรากระทำเพื่อพระองค์ พระเจ้าทรงเป็นบิดาของเรา ทรงรู้ถึงความต้องการทุกอย่างของเรา และทรงพร้อมที่จะประทานให้ ความเชื่อคือแสงสว่างของโลกใหม่ คือการค้นคว้าเพื่อเป็นนักบุญ เมื่อเราไม่รู้จะพูดอะไรกับพระองค์ เพียงแค่บอกรักพระองค์ก็พอแล้ว พระองค์ไม่ต้องการคำพูดยืดยาว พระแม่มารีย์เป็นเหตุแห่งความยินดีบนโลกนี้  

Read More

นักบุญเฮเลนา แห่งไม้กางเขนศักดิ์สิทธิ์

นักบุญเฮเลนา แห่งไม้กางเขนศักดิ์สิทธิ์ รูปนักบุญเฮเลนาที่เราพบเห็นนั้น ท่านถือไม้กางเขนไว้ เพราะธรรมประเพณี โบราณเชื่อว่าท่านเป็นผู้พบไม้กางเขนของพระเยซูเจ้าในกรุงเยรูซาเล็ม เหตุการณ์เริ่มจากเกิดการจลาจลในหมู่ชาวยิว เพราะจักรพรรดิฮาดริอานุส (ค.ศ. 117– 138) ทรงยกเลิกชื่อแคว้นยูเดีย และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “ซีเรีย ปาเลสไตน์” นอกจากนั้น พระองค์ยังทรงเปลี่ยนชื่อกรุงเยรูซาเล็มเสียใหม่ เป็นอาเอเลีย คาปิโตลีนาและห้ามมิให้ชาวยิวในบริเวณใกล้เคียงเข้ามา ในการกำจัดอิทธิพลของชาวคริสต์ ฮาดริอานุสได้สร้างวิหารของเทพ และเทพีต่างๆ ในกรุงเยรูซาเล็ม เช่น สร้างวิหารเทพีวีนัสขึ้นบนเนินเขา กัลวารีโอ และสร้างวิหารเทพจูปีเตอร์ขวางทางขึ้นพระคูหาฝังพระศพของ พระเยซูเจ้า ซึ่งเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามชาวคริสต์ ต่อมา จักรพรรดิคอนสแตนตินยึดอำนาจในปี ค.ศ. 312 และศาสนาคริสต์ กลายเรื่องชอบด้วยกฎหมาย ในเวลานั้น นักบุญเฮเลนาซึ่งเป็นพระราชมารดา ของคอนสแตนติน ได้กลับใจเป็นคริสตชน (พระนางสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 330 พระชนมายุราว 80 พรรษา) ยูเซบีอัส นักประวัติศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ ของพระศาสนจักรยุคต้น บันทึกไว้ว่า ท่านมีพระชนมายุราว 63 พรรษา เมื่อท่านกลับใจเป็นคริสตชน อาศัยอำนาจของจักรพรรดิคอนสแตนติน ซึ่งเป็นพระราชโอรส ในปี ค.ศ. 324 พระนางเฮเลนาได้เดินทางไปยังปาเลสไตน์ เพื่อค้นหาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และในปีต่อมา พระนางทรงสร้างโบสถ์ขึ้นที่เบธเลแฮม สถานที่ประสูติ ของพระเยซูเจ้า และบริเวณที่พระองค์เสด็จขึ้นสวรรค์ ท่านนักบุญเฮเลนาเป็นผู้มีเมตตา ประทานสิ่งของจำเป็นแก่ผู้ที่ไม่สามารถ ปกป้องตนเองได้ และผู้ยากจน ท่านประทานเงินและเสื้อผ้าแก่ผู้คน จำนวนมาก ท่านได้คืนเสรีภาพแก่ผู้ถูกจองจำ หรือทาสที่ต้องทนทำงาน อย่างขมขื่น นอกจากนี้ ท่านยังคืนความยุติธรรมแก่ผู้ที่ไม่ได้รับความชอบ ธรรมจากการตัดสินลงโทษ และนำเขากลับมาจากการถูกเนรเทศ นอกจาก กิจการกุศลต่าง ๆ แล้ว ท่านไม่เคยละเลยที่จะแสดงความกตัญญูต่อองค์ พระผู้เป็นเจ้า ท่านสวดภาวนาบ่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ใด พระนางเฮเลนาได้รับความชื่นชมจากประชาชน ในความเรียบง่ายและสุภาพถ่อมตน ท่านร่วมนมัสการพระเจ้ากับผู้คน…

Read More

ดอกลิลลี่แห่งปาเลสไตน์ – นักบุญเมเรียม เบาอาร์ดี

ดอกลิลลี่แห่งปาเลสไตน์ – นักบุญเมเรียม เบาอาร์ดี (St. Mariam Baouardy) นิตยสารแม่พระยุคใหม่ ฉบับที่ 205 – หน้า 6-8   ในมิสซาฉลองนักบุญเมเรียม เบาอาร์ดี พระคุณเจ้าฟอด ทวัล แห่งกรุงเยรูซาเล็มกล่าวถึงเธอไว้ดังนี้ “ปรากฏการณ์ลึกลับหลายอย่างที่แสดงถึงคุณลักษณะชีวิตของเธอนั้นไม่อาจบดบังคุณสมบัติพื้นฐานความสุภาพอ่อนน้อม ความรักฉันพี่น้องที่ลึกซึ้งและการถวายตัวทั้งครบต่อการนำของพระจิตเจ้า” เมเรียมได้รับการประกาศเป็นบุญราศี โดยสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 เมื่อ ค.ศ. 1983 และสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงประกาศให้ท่านเป็นนักบุญเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ค.ศ. 2015 นักบุญเมเรียมได้ชื่อว่า เป็นองค์อุปถัมภ์แห่งสันติภาพในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เธอได้รับการรักษาอย่างอัศจรรย์จากพระนางมารีย์พรหมจารี หลังจากถูกดาบฟันคอ เพราะเธอไม่ยอมทิ้งความเชื่อคาทอลิค เรื่องราวของนักบุญเมเรียมเป็นแบบอย่างแก่เราในหนทางการรักษาความเชื่อไว้ให้มั่นคง และยึดน้ำพระทัยของพระเจ้าเป็นที่ตั้ง เมเรียม เบาอาร์ดี ปฏิญาณตนเป็นนักบวชในชื่อ เมเรียมแห่งพระเยซูผู้ถูกตรึงกางเขน เกิดที่เมืองอิบิลิน ประเทศปาเลสไตน์ บิดา คือ จิรีซ์ (จอร์จ) เบาอาร์ดี มารดาคือ เมเรียม ชาฮิน ถิ่นฐานเดิมของครอบครัวอยู่ที่เมืองดามัสกัส ประเทศซีเรีย นับถือนิกายคาทอลิกกรีก พ่อแม่ของเธอเสียชีวิต เมื่อเธออายุได้เพียง 2 ขวบ ลุงนำเธอไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม รักและเอาใจใส่ดูแลเธออย่างดี เมื่อเธออายุ 13 ปี ลุงย้ายครอบครัวไปอยู่เมืองอเล็กซานเดรีย ประเทศอียิปต์ เมเรียมมีข้อผูกมัดต้องแต่งงานกับน้องชายของลุง เพราะเป็นธรรมเนียมในสมัยนั้น โดยที่เธอไม่ยินยอม เมเรียมรู้สึกหวาดหวั่นและเศร้าใจมาก เพราะเธอปรารถนาถวายตัวแด่พระเจ้าเพียงผู้เดียว คืนก่อนวันแต่งงานเธอนอนไม่หลับและสวดภาวนาขอพระเจ้าโปรดทรงช่วยเหลือ ในส่วนลึกของหัวใจ เธอได้ยินเสียงกล่าวกับเธอว่า “ทุกสิ่งจะผ่านไป ถ้าลูกปรารถนามอบดวงใจให้เรา เราจะอยู่กับลูก” เมเรียมรู้ว่าเป็นเสียงของพระเยซูเจ้า เธอใช้เวลาตลอดทั้งคืนนั้นสวดภาวนาจนกระทั่งรุ่งเช้า เธอได้ยินเสียงพูดกับเธอว่า “เมเรียม เราจะอยู่กับลูก จงติดตามการดลใจที่เราจะให้แก่ลูก” ภายหลังเมื่อเธอบอกกับลุงบุญธรรมว่าจะไม่แต่งงาน และยืนกรานว่าจะรักษาพรหมจารีไว้ ลูกโกรธจัดและลงโทษเธอให้เป็นคนรับใช้ต่ำต้อยที่สุดในบ้าน  …

Read More

นักบุญกาเตรี ดอกลิลลี่แห่งโมฮอก

นักบุญกาเตรี ดอกลิลลี่แห่งโมฮอก นิตยสารแม่พระยุคใหม่ ฉบับที่ 206 – หน้า 15-17 นักบุญกาเตรี ดอกลิลลี่แห่งโมฮอก วันที่ 21 ตุลาคม 2012 สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ทรงประกาศแต่งตั้งสตรีอเมริกันพื้นเมืองนาม กาเตรี เตกาวิทา (Kateri Tekakwitha) เป็นนักบุญในสารบบของพระศาสนจักรคาทอลิก ในขณะที่มีการประกาศข่าวการสถาปนาบุญราศีกาเตรีให้เป็นนักบุญ สมเด็จพระสันตะปาปายังทรงประกาศแต่งตั้งพระคาร์ดินัลองค์ใหม่อีกหลายท่าน และภารกิจแรกอย่างเป็นทางการของบรรดาพระคาร์ดินัล คือการเขียนความคิดเห็นของพวกท่านต่อการสถาปนานักบุญใหม่ทั้ง 7 ซึ่งรวมถึงนักบุญกาเตรีด้วย พระคาร์ดินัลโทมัส ซี คอลลิน แห่งโตรอนโตและออนทาริโอ กล่าวว่า “พ่อดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ภารกิจแรกในฐานะพระคาร์ดินัล คือการเข้าร่วมพิธีสถาปนานักบุญกาเตรี ท่านคือแรงบันดาลใจสำหรับพวกเราในแคนาดา และสหรัฐอเมริกา” สตรีชาวโมฮอก เมืองฟอนดา รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เป็นเมืองเล็ก ๆ ห่างจากเมืองอัลบาเนีย ประมาณ 50 นาทีโดยทางรถ เมืองนี้ไม่มีสนามบินหรือท่าเรือ และไม่มีแม้แต่สถานีรถไฟ กล่าวกันว่าชื่อเมืองนี้เกี่ยวข้องกับนักแสดงที่มีชื่อเสียงคือ เจน และเฮนรี่ ฟอนดา สถานที่พิเศษหนึ่งเดียวในแถบนี้ คือสักการะสถานที่อุทิศแด่เยาวนารีชาวอินเดียนแดง ที่มีนามว่ากาเตรี เตกาวิทา เธอเกิดในปี 1656 เป็นบุตรีของหัวหน้าเผ่าโมฮอก ไข้ทรพิษได้พรากมารดาของเธอไป เมื่อเธออายุได้ 4 ปี และตัวเธอเองก็ติดโรคร้ายนี้ ซึ่งได้ทิ้งรอยแผลเป็นไว้บนใบหน้าของเธอ และส่งผลต่อการมองเห็นของเธอด้วย ลุงและป้ารับการอุปการะเธอ เมื่อายุ 20 ปีเธอได้รับศีลล้างบาปเป็นคาทอลิกภายในวัดน้อย ซึ่งปัจจุบันคือสักการะสถานที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่เธอ นอกจากแบบอย่างชีวิตคริสตชนที่เรียบง่ายของเธอแล้ว สักการะสถานแห่งนี้ยังเป็นผืนดินศักดิ์สิทธิ์ ที่บรรดาผู้แสวงบุญสัมผัสได้ถึงความสงบเงียบ และการเยียวยารักษา สถานที่เงียบสงบแห่งนี้ตั้งอยู่กลางป่าและลำธารที่รู้จักกันในชื่อ The Cayadutta ผู้คนจากอเมริกา แคนาดา และแม้แต่ออสเตรเลียเดินทางมาจาริก เพื่อค้นพบแรงบันดาลใจจากนักบุญกาเตรี พวกเขาแสวงหาความศักดิ์สิทธิ์ และความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระเยซูเจ้า เฉกเช่นเดียวกับชีวิตของนักบุญ ผู้จาริกมักเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ และวัดน้อยที่มีอายุกว่า 230 ปี…

Read More

ชีวิตไม่ธรรมดาของนักบุญโจน ออฟ อาร์ค

ชีวิตไม่ธรรมดาของนักบุญโจน ออฟ อาร์ค “เราต้องรับใช้พระเจ้าก่อนสิ่งอื่นใด” บทความจากนิตยสารแม่พระยุคใหม่ ฉบับที่ 207 หน้า 11-14   นักบุญโจน ออฟ อาร์ค คนธรรมดาที่ไม่ธรรมดา สิ้นชีพเมื่ออายุเพียง 19 ปี เธอเป็นแบบอย่างความนอบน้อมต่อน้ำพระทัยของพระเจ้า หากเธอไม่ยอมรับภารกิจที่พระเจ้ามอบหมายให้ ในการปกปักรักษาประเทศฝรั่งเศสในครั้งกระโน้น ชะตากรรมของชาวโลกทั้งมวลคงไม่เป็นอย่างทุกวันนี้ พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ตรัสถึงนักบุญผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ว่า “นักบุญโจน ออฟ อาร์ค นักบุญสาวผู้มีชีวิตในช่วงปลายยุคกลาง มีอายุเพียง 19 ปี ในปี ค.ศ. 1431 นักบุญชาวฝรั่งเศสท่านนี้ได้รับการกล่าวถึงหลายครั้งในคำสอนของพระศาสนจักรคาทอลิก เธอมีความพิเศษใกล้เคียงกับนักบุญแคทเธอรีนแห่งเซียอานา องค์อุปถัมภ์ของอิตาลีและยุโรป เธอทั้งสองเป็นหญิงสาวของประชาชน เป็นสตรีฆราวาสผู้อุทิศตน ถือพรหมจารย์ ใช้ชีวิตเฉกเช่นนักพรตผู้ถวายตนทั้งครบเพื่อพระเจ้า แม้ไม่ได้อยู่ในอาราม แต่อยู่ท่ามกลางความเป็นจริงของพระศาสนจักร และของโลกในสมัยนั้นที่ท่านทั้งสองเป็นตัวแทน “สตรีผู้กล้าหาญ” ซึ่งกล้าถือแสงแห่งพระวรสารอันยิ่งใหญ่ ส่องสว่างแก่เหตุการณ์ที่ซับซ้อนและสับสนในประวัติศาสตร์ช่วงปลายของยุคสมัยกลาง พระศาสนจักรในช่วงเวลานั้นดำเนินไปพร้อมกับวิกฤติความแตกแยกร้าวลึกในโลกตะวันออกซึ่งกินเวลายาวนานถึง 40 ปี ในปี 1380 เมื่อแคทเธอรีนแห่งเซียอานาสิ้นชีวิต ไม่เพียงแต่มีพระสันตะปาปาพระองค์เดียว แต่ยังพระสันตะปาปาปลอมด้วย (แอนตี้โป๊ป) นอกจากความวุ่นวายสับสนภายในพระศาสนจักรแล้ว ยังมีสงครามยืดเยื้อเป็นร้อยๆ ปีระหว่างฝรั่งเศสและอังกฤษที่รุนแรงและหนักหนามา โจนเกิดที่บ้านดอมเรมี หมู่บ้านเล็ก ๆ อยู่ตรงชายแดนระหว่างฝรั่งเศสกับลอแรน พ่อแม่เธอเป็นชาวชนบทที่มีฐานะ และเป็นคริสตชนที่ดี ศรัทธา ทำให้เธอได้รับการเลี้ยงดูในบรรยากาศของศาสนาและเชื่อในคำสอนของพระเยซูเจ้า ตั้งแต่เล็ก ๆ แล้วเธอได้แสดงความรักเมตตาต่อผู้ยากจน คนป่วย และผู้ได้รับความทุกข์ร้อนจากภาวะสงคราม เราได้ทราบจากปากของโจนเองเกี่ยวกับชีวิตความเลื่อมใสในศาสนาของเธอ ซึ่งพัฒนาเป็นประสบการณ์รหัสธรรม ในช่วงอายุ 13 ปี ผ่านทาง “เสียง” ของอัครเทวดามีคาแอล โจนรู้สึกว่าตนเองได้รับเรียกจากพระเจ้า ให้ดำเนินชีวิตคริสตชนอย่างเข้มข้น และอุทิศตนเป็นคนแรกที่ปลอดปล่อยประชาชนให้เป็นอิสระ การตอบเสียงเรียกเป็นการถือปฏิญาณความบริสุทธิ์ ด้วยคำมั่นสัญญาที่จะถือชีวิตศักดิ์สิทธิ์และภาวนาร่วมพิธีบูชามิสซาทุกวัน รับศีลอภัยบาปและศีลมหาสนิทบ่อยๆ และใช้เวลานานสวยภาวนาเงียบๆ ต่อหน้าพระรูปพระเยซูบนไม้กางเขนและพระรูปของพระแม่มารีย์ ตั้งแต่เริ่มต้นปี 1429…

Read More

นักบุญสาวโรงงาน บุญราศีเปียรีนา โมโรซินี – Blessed Pierina Morosini

นักบุญสาวโรงงาน บุญราศีเปียรีนา โมโรซินี (Blessed Pierina Morosini) บทความจากนิตยสารแม่พระยุคใหม่ ฉบับที่ 208 หน้า 6-8   เปียรีนา เกิดเมื่อวันที่ 7 มกราคม ค.ศ. 1931 เป็นลูกสาวคนโตในพี่น้อง 9 คน บิดามารดาชื่อ ร๊อกโกและซารา โนริส ในหมู่บ้านบนภูเขามูโต เมืองอัลบีโน ประเทศอิตาลี เนื่องจากบิดาสุขภาพไม่ดี ทำงานในฟาร์มไม่ได้ เขาจึงไปเป็นยามกะดึกให้กับโรงงานเซียมา ในเมืองอัลบีโน ส่งผลให้มารดาต้องอยู่กับลูก ๆ เพียงลำพังทุกคืน ด้วยความกลัวมารดาของเปียรีนาจึงมักนำลูก ๆ สวดภาวนาเสมอ สิ่งนี้ทำให้เปียรีนาสวดภาวนาอย่างดี แม้เมื่อยังเล็ก เธอไม่เคยเบื่อที่จะสวดภาวนา และไม่เคยบอกว่าการสวดภาวนานั้นยาวนานเกิน มารดาพาสวดทุกเช้าค่ำ ตั้งแต่เธอและน้อง ๆ ยังเล็ก ๆ เปียรีนาจึงเข้าใจเรื่องการสวดภาวนาด้วยใจ รวมทั้งการปฏิบัติกิจศรัทธา กิจเมตตาและการใช้โทษบาป ทุกเช้า ครอบครัวของเธอเริ่มด้วยมิสซาเสมอ โดยมีมารดาคอยพาไป เธอได้เรียนในโรงเรียนของหมู่บ้าน และต่อที่โรงเรียนในเมืองของซิสเตอร์คณะพระหฤทัย เธอมีความฝันว่าจะเป็นครู และทุกคนต่างมั่นใจว่าหากเธอเรียนต่อ เธอจะต้องประสบผลสำเร็จแน่ ๆ เพราะเธอเป็นเด็กเรียนเก่ง เรียนรู้เร็ว แต่เพราะครอบครัวต้องการคนช่วยจุนเจือ และเธอเป็นพี่คนโต เธอจึงไม่มีโอกาสได้เรียนต่อ เมื่อจบชั้นประถมปลายแม้อยากเรียนแค่ไหน เธอก็ต้องช่วยเหลือครอบครัว ดังนั้นในวัย 11 ปีมารดาจึงส่งเปียรีนาไปเรียนเย็บผ้าในเมือง นอกจากเรียนเย็บผ้าแล้ว เธอยังได้เข้าเป็นสมาชิกกลุ่มกิจการคาทอลิก เธอเรียนเย็บผ้าอยู่ราว 2 ปี ในวัย 13 ปี เธอจึงกลับบ้านพร้อมความรู้สำหรับช่วยเหลือครอบครัว เมื่ออายุ 15 ปี เธอเข้าทำงานที่โรงงานสิ่งทอในเมือง เธอออกจากบ้านตั้งแต่เวลาตี 4 โดยมีมารดาคอยตามไปส่ง ทั้งคู่ร่วมกันสวดสายประคำ และเธอไปร่วมมิสซาที่วัดในเมือง เป็นเช่นนี้ทุกวัน ทุกคนที่พบเห็นรู้สึกแปลกใจเพราะเธอมักมาถึงเป็นคนแรก ๆ บางครั้งก่อนวัดเปิดด้วยซ้ำ…

Read More

นักบุญเทเรซาแห่งกัลกัตตา

นักบุญเทเรซาแห่งกัลกัตตา บทความจากนิตยสารแม่พระยุคใหม่ ฉบับที่ 210 หน้า 16 – 19   โดยทั่วไป คนต่างชาติโดยเฉพาะสตรีในประเทศอินเดีย มักไม่ได้รับการยอมรับทางสังคมเท่าไรนัก ประเทศอินเดียมีความเหลื่อมล้ำทางสังคมค่อนข้างมาก คนจนเป็นบุคคลที่ไม่ได้รับสิทธิในสังคมเท่าที่ควร และรวมถึงสิทธิสตรีด้วย ทว่ามีสตรีผู้หนึ่งที่เข้ามากอบกู้ช่วยเหลือชาวอินเดียจำนวนมาก ให้พ้นทุกข์จนได้รับการยอมรับและยกย่องให้เป็นพลเมืองของประเทศ ท่านมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักดี ในฐานะผู้ช่วยเหลือและต่อสู้เพื่อคนยากไร้ ท่านผู้นี้มีนามว่า “คุณแม่เทเรซาแห่งกัลกัตตา” คุณแม่เทเรซามีเชื้อสายบอสเนีย ชื่อเดิมคือ Agnes Gonxha Bojaxhiu ท่านเกิดเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ค.ศ.1910 ที่เมืองสโกเปีย (ปัจจุบันคือเมืองหลวงของมาซิโดเนีย) เป็นบุตรคนสุดท้องของบิดา ชื่อ นิโกลา และมารดาชื่อ ดราเน ในครอบครัวชนชั้นกลาง บิดาเป็นชาวคริสต์ที่เคร่งครัดในหลักศาสนา ซึ่งทำให้ตั้งแต่วัยเด็ก อักแนสชอบไปร่วมพิธีมิสซา บิดาของอักแนสเสียชีวิต เมื่อเธออายุ 9 ขวบ แต่ความอบอุ่นภายในครอบครัวไม่ได้ลดลง เพราะมารดายังให้ความรัก ความอบอุ่น และการเลี้ยงดูที่ดีมาตลอด อักแนสเติบโตเป็นเด็กร่าเริง มีสุขภาพดี ต่อมาเธอได้รู้จักประเทศอินเดีย และรู้ว่าอินเดียขณะนั้นระบบสาธารณูปโภคยังล้าหลังอยู่มาก มีคนยากไร้มากมายที่ต้องทนทรมาน เธอเริ่มถามตนเองว่า มีวิธีใดบ้างไหมที่เธอจะช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากในอินเดียและเธอจึงเริ่มคิดที่จะเป็นนักบวช ค.ศ. 1928 อักแนสตัดสินใจขออนุญาตครอบครัวไปเข้าอาราม ตอนแรกครอบครัวคัดค้าน แต่ต่อมาทางครอบครัวก็ยอมให้เธอไปบวช การลาจากครอบครัวของเธอครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่เธอได้เห็นหน้าแม่และน้องสาว ค.ศ. 1931 อักแนสตัดสินใจเข้าพิธีปฏิญาณตนเป็นนักพรตหญิงในอารามโลเรโต ในเมืองดาร์จีลิงประเทศอินเดีย และได้รับนามใหม่ว่า “ซิสเตอร์เทเรซา” ค.ศ. 1937 หลังจากปฏิญาณตนตลอดชีพแล้ว ซิสเตอร์เทเรซาได้เป็นครูวิชาภูมิศาสตร์ – ประวัติศาสตร์ในโรงเรียนสตรีเซนต์มาเรีย นครกัลกัตตา และไม่นานก็ได้เป็นครูใหญ่ของโรงเรียนสตรีแห่งนี้ ท่านได้นำพาสมาชิกและเหล่านักเรียนผ่านเหตุการณ์เลวร้าย ที่เกิดจากผลกระทบของเหตุการณ์รุนแรงและสงครามที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในอินเดีย ค.ศ. 1946 ท่านขออนุญาตเข้าไปช่วยเหลือคนยากไร้ในสลัม และเริ่มเรียนด้านการพยาบาลที่รัฐพิหาร พร้อมก่อตั้งโรงเรียนกลางแจ้งในสลัม ในเวลานั้นเอง เริ่มมีผู้คนเข้ามาขอร่วมเป็นหมู่คณะและร่วมงานนี้ ค.ศ. 1950 ท่านก่อตั้งคณะธรรมทูตแห่งเมตตาธรรม (Missionaries of…

Read More

นักบุญวีตูส

นักบุญวีตุส, วีตัส, วิทู บทความจากนิตยสารแม่พระยุคใหม่ ฉบับที่ 210 หน้า 32 ตามประวัติมีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 นักบุญวีตุสเป็นนักบุญโบราณในยุคที่จักพรรดิโรมันเบียดเบียนคริสตชน ท่านเป็นมรณสักขีในยุคนั้น เพราะตามประวัติท่านถูกทรมานอย่างโหดร้าย (ภาพคริสตศิลป์ เป็นภาพท่านอยู่ในหม้อต้มทรมาน) แม้ถูกทรมานมากมายท่านก็ยืนหยัดความเป็นคริสตชน ท่านเป็นที่เคารพอย่างมากในยุโรปกลาง แถบประเทศลัตเวีย, เช็ก, ออสเตรีย เยอมันตอนใต้ และรวมไปถึงโครเอเชียและอิตาลีด้วย ท่านได้รับการยกย่องเป็นองค์อุปถัมภ์ของนักเต้น นักแสดงตลกและความบันเทิง (เพราะมีประวัติว่า มีการเต้นรำก่อนปั้นรูปท่านในบางประเทศ) นอกจากนี้ยังเป็นองค์อุปถัมภ์การป้องกันภัยอันตรายจากฟ้าฝ่า และผู้ป่วยโรคประสาท (ชื่อท่านเป็นส่วนหนึ่งของโรคชักกระตุกชนิดหนึ่งด้วย เนื่องจากนำนานการเต้นรำนั่นเอง) ความงดงามภายในโบสถ์นั้นมากกว่าภายนอกหลายเท่านัก ทั้งซุ้มโค้ง เสา รูปปั้นนักบุญต่าง ๆ และที่สำคัญคือภาพเฟรสโก (การวาดภาพบนปูนเปียก) เก่าแก่แต่ยังคงความงดงามอย่างเห็นได้ชัดมากมาย

Read More

จงไปขอนักบุญโยเซฟ

จงไปขอนักบุญโยเซฟ บทความจากนิตยสารแม่พระยุคใหม่ ฉบับที่ 212 หน้า 14-15   “นักบุญโยเซฟได้รับเลือกท่ามกลางมนุษย์ทั้งหลาย ให้เป็นผู้ปกป้องคุ้มครองพระนางมารีย์พรหมจารี พระมารดาของพระเจ้า เป็นบิดาผู้อารักขาอุปถัมภ์เลี้ยงดูพระกุมารเยซู ท่านเป็นผู้ที่พระเจ้าทางไว้วางใจ สำหรับแผนการของพระเจ้าในการไถ่กู้มนุษยชาติ” นักบุญเบอร์นาร์ด คุณค่าที่แท้จริงและสิทธิพิเศษที่นักบุญโยเซฟได้รับ ไม่สามารเป็นที่เข้าใจหรือชื่นชมได้ หากไม่มีคำอธิบายที่แน่ชัด พระบุตรพระเจ้าเชื่อฟังนักบุญโยเซฟและพระนางมารีย์เป็นเวลาถึง 30 ปี นักบุญโยเซฟจึงมีศักดิ์ศรีเหนือนักบุญทั้งหลาย พระนางมารีย์เผยแสดงต่อนักบุญบริจิตว่า นักบุญโยเซฟกล่าวแต่สิ่งที่ไพเราะเสมอ ท่านได้รับสิริรุ่งโรจน์อันยิ่งใหญ่ นักเทววิทยากล่าวว่าพระหรรษทานที่ได้รับในชีวิตนี้เป็นเครื่องวัดสิริรุ่งโรจน์ที่จะได้รับในสวรรค์ เราจึงมั่นใจว่า นักบุญโยเซฟอยู่บนสวรรค์ชั้นสูงสุด นักบุญเปาโลอธิบายว่า เป็นกฎพื้นฐานของพระเจ้า คือเมื่อพระองค์ทรงเลือกสรรบุคคลมาทำงานของพระองค์ พระองค์จะประทานพระหรรษทานที่จำเป็นให้ เราชื่นชมที่นักบุญโยเซฟเป็นผู้โปรดปรานของพระเจ้า ผ่านทางพระหรรษทานและความไว้วางใจที่ท่านได้รับผ่านทางสามพระบุคคล พระบิดาประทานพระบุตรแต่พระองค์เดียวของพระองค์ให้ท่านเป็นผู้ปกครอง พระบุตรทรงมอบพระองค์เองแด่ท่าน ให้ท่านคุ้มครองดูแลและพระองค์ทรงเชื่อฟังท่าน พระจิตเจ้าทรงไว้ใจให้ท่านดูแลพระนางมารีย์ในฐานะหัวหน้าครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ โมเสสต้องการเห็นพระเจ้ามาก แต่ท่านได้รับความสุขจากการได้พบพระเจ้าเพียงช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น แต่นักบุญโยเซฟได้อุ้มพระเยซูเจ้าไว้ในอ้อมแขน ได้เรียกพระองค์ว่าบุตร และได้ยินพระกุมารเรียกท่านว่า บิดา บทบาทอันรุ่งโรจน์ของนักบุญโยเซฟในฐานะผู้คุ้มครองของครอบครัวศักดิ์สิทธิ์และบิดาผู้ดูแลพระกุมาร มีบันทึกไว้อย่างงดงามในพระวรสารนักบุญลูกา “เมื่อพระเยซูเจ้าทรงเริ่มเทศนาสั่งสอนนั้น มีพระชนมราวสามสิบพรรษา คนทั่วไปคิดว่าพระองค์เป็นบุตรของโยเซฟ” (ลก 3:23) นักบุญเทเรซาแห่งอาวีลา กล่าวว่า เธอไม่เคยขอสิ่งใดจากนักบุญโยเซฟแล้วไม่ได้รับ นักบุญฟรังซิส เดอ ซาล์ส พระสังฆราชแห่งเจนีวา เชื่อและสอนว่า ในขณะที่พระเจ้าทรงมอบอำนาจแก่นักบุญท่านอื่น ๆ ให้ช่วยพวกเรา เมื่อต้องการความช่วยเหลือ นักบุญโยเซฟได้รับอภิสิทธิ์ในการช่วยเหลือทุก ๆ ความต้องการของเรา แม้ความเป็นมนุษย์ของนักบุญโยเซฟปกป้องท่านไม่ให้สั่งพระเจ้า แต่พระเยซูเจ้าทรงรับคำภาวนาของท่าน ในฐานะคำขอจากบิดา และให้ทุกสิ่งที่ท่านขอ “จงไปขอนักบุญโยเซฟ” ด้วยความเชื่อมั่นจากนักบุญที่เงียบ ๆ องค์นี้ ด้วยความใจดีในฐานะความเป็นบิดา พระองค์จะรับฟังคำวอนขอของท่าน เพราะท่านทำให้พระองค์เป็นพระเจ้าของทุกคน และพระราชาแห่งสรรพสิ่งทั้งหลาย  

Read More

นักบุญแปร์เปตูอาและนักบุญเฟลิซิตัส

นักบุญแปร์เปตูอาและนักบุญเฟลิซิตัส “พวกลูกผู้เป็นคนบาป ไว้วางใจในพระเมตตาอันไม่รู้เหือดหายของพระองค์ โปรดพาลูกเข้าในหมู่บรรดาอัครธรรมทูตรและมรณสักขี นักบุญยอห์นบัปติสต์ นักบุญสเตเฟน นักบุญบาร์นาบัส นักบุญเฟลิซิตัส และนักบุญแปร์เปตูอา” นักบุญเหล่านี้คือใครที่พระสงฆ์ต้องเอ่ยนามในบทขอบพระคุณที่ 1 ในพิธีบูชาขอบพระคุณ นักบุญแปร์เปตูอา เป็นนายหญิงที่กำลังเรียนหลักความเชื่อ เป็นมารดาของเด็กน้อย ส่วนนักบุญเฟลิซิตัส เป็นทาสที่ได้รับศีลล้างบาปแล้ว และกำลังจะเป็นแม่คน ทั้งสองอาศัยใต้ชายคาเดียวกันในเมือง Tebourba (ตูนิเซีย) ทั้งสองเชื่อและศรัทธาในพระเยซูเจ้า ความรักความศรัทธานี้ได้พาเธอทั้งสองเข้าสู่สนามต่อสู้และกลายเป็นมรณสักขีในปี 203 (746) ในประวัติศาสตร์จักรพรรดิ Septime Severe ได้เบียดเบียนคริสต์ศาสนาในปี 202 (705) โดยอ้างว่า ขัดต่อความสงบของจักรวรรดิ และคาดโทษถึงตาย สำหรับทุกคนที่เข้าศาสนาคริสต์เพราะเชื่อว่าพวกนี้เป็นเหมือนเหมือนเชื้อแป้งของกาต่อต้านอาณาจักรอเล็กซานเดรีย และกลุ่มคริสตชนของแอฟริกาต้องทนทุกข์อ่างมากกับการเบียดเบียนครั้งนี้ นักบุญแปร์เปตูอาถูกลงโทษประหารชีวิตเพราะยืนหยัดมั่นคงในความเชื่อ เธอปฏิเสธที่จะคารวะรูปปั้นของจักรพรรดิแทนการไว้ชีวิต เธอถูกจำคุกพร้อมกับแม่นมและนักบุญเฟลิซิตัส ซึ่งขณะนั้นครรภ์แก่มากแล้ว และเธอได้คลอดลูกในห้องขังนั่นเอง เธอทั้งสองถูกประหารพร้อมกับคริสตชนอีก 5 คน ขณะที่สัตว์ร้ายกำลังเข้าสังหาร นักบุญแปร์เปตูอาได้วิงวอนเพื่อนๆ ว่า “จงตั้งมั่นไว้ในความเชื่อ จงรักกันและกันและไม่หวั่นไหวต่อความทุกข์ทรมาน” ช่วงสุดท้ายท่านได้สวมกอดกัน เพื่อน้อมรับความตายอย่างอาจหาญ นักบุญทั้งสองได้รับการคารวะรำลึกถึงคู่กันเสมอ ทั้งคู่จึงเป็นที่มาของคำว่า “Felicite Perpetuel” ซึ่งแปลว่า “ความสุขแท้นิรันดร

Read More